โซเดียม

โซเดียมคือแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งหากจะให้เข้าใจกันง่ายๆ นั่นก็คือเกลือที่ทำให้อาหารมีรสชาติเค็มนั่นเอง และมีหน้าที่ในการช่วยรักษาความสมดุลของของเหลวภายในร่างกายของเรา และช่วยให้การส่งกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นประสาทเป็นไปอย่างปกติ รวมทั้งยังช่วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้ออีกด้วย โดยโซเดียมในธรรมชาติจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวอาทิเช่นจะไปจับคู่กับโซเดียมคลอไรด์หรือไม่ก็จะไปรวมเข้ากับโซเดียวไบคาร์บอเนตเป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นก็ล้วนแล้วแต่ให้รสเค็มทั้งนั้นจะยกเว้นก็แต่โซเดียมที่อยู่ในผงฟู

ส่วนอาหารที่มีโซเดียมนั้นเราก็สังเกตกันได้ไม่ยากนั่นก็คืออาหารที่มีรสเค็มนั่นเองหรือพูดได้ง่ายๆ ว่าอาหารที่มีรสเค็มนั้นมีโซเดียมสูงหากนำไปเปรียบเทียบระหว่างอาหารธรรมชาติด้วยกันแล้วนั้นอย่างเช่นเนื้อหมูและเนื้อไก่จะมีโซเดียวสูง ขณะที่ผักและผลไม้รวมไปถึงธัญพืชต่างๆ และเนื้อปลาจะมีโซเดียมต่ำ และอาหารที่มีโซเดียมก็มีมากมายหลากหลายหากเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูปก็เป็นพวกบะหมี่, โจ๊ก, ข้าวต้ม, ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง, ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟูเช่นขนมปัง, ขนมเค้กและคุ้กกี้ ขณะที่อาหารที่มีโซเดียวสูงอย่างมากนั้นจะเป็นอาหารจำพวกแปรรูปหรืออาหารที่ได้มาจากวิธีการถนอมอาหารอาทิเช่นอาหารตากแห้ง, อาหารหมักดอง, อาหารเค็ม, อาหารกระป๋องทุกชนิด ส่วนถ้าเป็นพวกเครื่องปรุงรสก็ทั้งเกลือป่น, น้ำปลา, ซอสปรุงรส, ซอสหอยนางรมและน้ำจิ้มต่างๆ ที่มีรสหวานๆ เปรี้ยวๆ ขณะเดียวกันนั้นผงชูรสก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นโซเดียมจากส่วนประกอบของมันโดยตรงรวมไปถึงชื่อจริงทางเคมีที่ว่าโซเดียมกลูตาเมท ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและมักเติมลงไปในอาหารกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้อาหารกระป๋องก็เป็นอีกหนึ่งประเภทที่มีโซเดียมสูงมากอย่างเช่นปลากระป๋อง, ผลไม้กระป๋อง, อาหารซองสำเร็จรูปต่างๆ และขนมกรุบกรอบเป็นถุง

สำหรับปริมาณของโซเดียมที่ทางร่างกายของเราควรที่จะได้รับในแต่ละวันคิดเป็นมิลลิกรัมได้ดังนี้นั่นก็คือ 6 เดือนแรก 200-400 (เท่ากับปริมาณโซเดียมในนมแม่), 6-11 เดือน 175-550, 1-3 ปี 225-675, 4-5 ปี 300-900, 6-8 ปี 320-950, 9-12 350-1,175, 13-15 ปี 400-1,500, 16-18 ปี 425-1,600, 19-30 ปี 400-1,475 และ 31-70 ปี 400,1,450 โดยคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นจะต้องการโซเดียมเพิ่มมากขึ้นบ้างแยกออกเป็นคุณแม่ท้องต้องการเพิ่ม 50-200 มิลลิกรัมและคุณแม่ให้นมลูก 125-350 มิลลิกรัม อย่างไรก็ดีโซเดียมที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติแทบจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเราแล้วไหนจะรวมกับการปรุงรสเข้าไปอีกทำให้จึงมีข้อกำหนดออกมาว่าร่างกายของเราไม่ควรได้รับโซเดียมเกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นเกลือแกงเพียงแค่ 6 กรัมหรือ 1 ช้อนชาพูนเท่านั้นเอง ขณะเดียวกันหากนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องปรุงรสอย่างซีอิ้วหรือน้ำปลาแล้วล่ะก็ไม่ควรเกินวันละ 3-4 ช้อนชา

ดังนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับสมดุลของโซเดียมในร่างกายของเราให้มันอยู่ในค่าปกติเสมอ แม้ว่าหากทางร่างกายของเราได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากจนเกินไปแล้วนั้นมันสามารถขับออกมาได้เองตามธรรมชาติแต่ก็จะทำให้ไตของเราทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง และก็มีผลงานการวิจัยออกมาว่าการทานโซเดียมในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีปัญหาในเรื่องของความดันโลหิตสูง ทำให้เราสมควรที่จะเลือกทานแต่อาหารตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งก็ได้รับโซเดียมในปริมาณที่เพียงพอต่อวันแล้ว ยกเว้นคนที่มีการออกกำลังกายหรือเสียเหงื่อจำนวนมากอย่างเช่นนักกีฬา

อย่างไรก็ดีวันนี้เราก็มีทริคดีๆ ที่จะช่วยลดโซเดียมเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้านั่นก็คือจำกัดพริกน้ำปลาหรือเครื่องปรุงรสบนโต๊ะทั้งซอสทั้งน้ำสลัด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเกลือเป็นส่วนประกอบหลักทั้งนั้น ก่อนเลือกอาหารสำเร็จรูปทุกครั้งควรอ่านปริมาณโซเดียมจากฉลาก ขณะเดียวกันก็สร้างสูตรอาหารใหม่ที่ลดเกลือลงได้ทุกสูตรเท่าที่ทำได้ และหันมาปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศแทนเกลือหรือน้ำปลา นอกจากนี้อย่ากระดี๊กระด๊าว่าใช้เกลือทดแทนแล้วจะไร้โซเดียมเพราะหากใช้จำนวนมากๆ ก็ได้เกลือโซเดียมไปด้วย แล้วควรที่จะเลือกทานอาหารสดและผักผลไม้ตามธรรมชาติเป็นหลักดีกว่าการทานอาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้ทั้งนั้นให้เราคิดอยู่เสมอว่าการติดรสเค็มนั้นไม่ได้เป็นกรรมพันธุ์ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิดเพียงแค่มันเป็นความคุ้นเคย แต่การที่เราจะชอบทานอาหารรสใดรสหนึ่งนั้นเราจะมาเรียนรู้ได้เอาเมื่อตอนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว ดังนั้นการสร้างนิสัยใหม่ให้ตัวเองลดการบริโภคโซเดียมแล้วหักมานิยมทานอาหารรสจืดบ้างนั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากมายเลย ซึ่งสักพักต่อมรับรสที่ลิ้นของเราก็จะจัดแจงค่อยๆ ปรับตัวไปตามธรรมชาติเองแหละ